Thai Awardee

 

วันนี้ วันที่ 14 ตุลาคม วันสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

40 ปีที่ผ่านมา นับเป็นระยะเวลายาวนานไม่น้อย หากเปรียบเป็นคนผู้หนึ่ง ย่อมหมายถึงการเติบใหญ่เป็นคนในวัยข้าพเจ้าตอนนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ระยะเวลาจากรุ่งอรุณแห่งเสรีภาพ การเรียก ร้องประชาธิปไตยคราวนั้น จะเป็นประวัติศาสตร์ของการได้มาและสูญเสียครั้งสุดท้าย เปรียบเป็นคนผู้หนึ่ง วัยที่เพิ่มขึ้นพร้อมวันเวลาที่ล่วงเลยไป ก็ไม่ได้หมายถึงการเป็นคนเต็มคน สมบูรณ์แบบ เต็มเปี่ยมไปด้วยวุฒิภาวะแต่อย่างใด หากแต่มีการอุบัติซ้ำทางประวัติศาสตร์แบบเดิมอีกหลายครั้งและสร้างบาดแผลอีกหลายหน

และที่สำคัญการอุบัติซ้ำของประวัติศาสตร์บาดแผล ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนใบหน้าทางการเมืองการปกครองเท่านั้น แต่ยังมีการอุบัติซ้ำในประเด็นอื่น เรื่องราวอื่น ทั้งสงคราม ความรุนแรง ความขัด แย้ง ที่ทิ้งรอยแผลไว้ในใจของเราและทั่วเรือนร่างของสังคม

เรื่องที่น่าเศร้า คล้ายเราเติบใหญ่โดยไม่เคยตระหนักและเรียนรู้ความผิดพลาดที่สร้างบาดแผลให้กับชีวิตที่ผ่านมาอย่างจริงจังเลย

ในวัยใกล้ 40 ข้าพเจ้าพยายามอยู่เสมอที่จะเรียนรู้จากผู้อื่นและตัวเอง เพื่อตระหนักถึงความผิดพลาดหลายๆ อย่างที่สร้างบาดแผลให้กับชีวิตตัวเองและผู้อื่น และในฐานะคนคนหนึ่ง ในฐานะคนเขียนบทกวีคนหนึ่ง ข้าพเจ้าพยายามอยู่เสมอที่จะเรียนรู้ความเป็นไป เปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับสัง คม โลกและผู้คน ไม่ว่าจะด้วยแรงเหวี่ยงของปัจจัยและเงื่อนไขใดก็ตามแต่ ด้วยความเชื่อที่ว่า หากบทกวีหมายถึงทัศนียภาพของความรู้สึก ความคิด ทัศนะ มุมมองที่มีต่อชีวิตและโลกที่ปฏิสัมพันธ์อยู่ นอกจากบทกวีจะต้องเป็นทัศนียภาพที่กว้างไกล จาก ‘สายตาที่กว้างไกล’ แล้ว น่าจะต้องมี ‘ความเข้าใจลึกซึ้ง’ ในทัศนียภาพนั้นๆ ด้วย สุดท้าย เมื่อบทกวีคือสิ่งที่รัก และการเขียนบทกวีคือการงานของความรัก หน้าที่หลักของกวีอย่างข้าพเจ้าย่อมไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากการรับผิดชอบต่อความรักของตนเองให้ดีที่สุด ทำสิ่งที่ตัวเองรักอย่างดีที่สุด…